[Fic] If I can just breathe next to you...7 [END]
posted on 18 Oct 2009 02:08 by suishou in Fictions
Genre : Romantic/Drama
Rating : PG-13
Story Half-Back : Lemoneko99&SuiShou
Editor : Lemoneko99 (A lot of Thanks!!! >o<)
Credit White Lie's Eng Trans: Yehjin@soompi.com
Note : Inspiration from White Lie...
Chapter Seven : More than love
ภายในห้องนอนอันอบอุ่นกว้างขวาง ร่างโปร่งบางที่ผ่ายผอมลงไปมากนั่งเหม่ออยู่ริมหน้าต่างบนโซฟาสีขาวหม่น ดวงตากลมเรียวมองไปอย่างไร้จุดหมาย ราวกับกำลังรอคอยให้ทุกสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ละลายหายไม่เหลือร่องรอย เช่นเดียวหิมะในต้นฤดูใบไม้ผลิ
ตั้งแต่วันที่เขาร้องเพลงอย่างที่ต้องการไม่ได้ ผู้จัดการก็บอกให้เขาพักผ่อนจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น เพราะเป็นห่วงว่าเขาคงจะโหมงานหนักเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหว แม้ว่าจุนซูจะพยายามปฏิเสธเพียงใด ก็ไม่มีใครยอมฟังเขา ความห่วงใยนั้นทำร้ายจุนซูทางอ้อมอย่างเลือดเย็น
เพราะมันทำให้เขาจนหนทาง...ที่จะหลบหนีจากความเหงา
จุนซูไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นไปได้ขนาดนี้...ทำไม เขาถึงรู้สึกราวกับทุกสิ่งทุกอย่างกำลังพังทลาย หวาดกลัวแม้กระทั่งจะหายใจ
ทั้งที่เขา...ยังมียูชอนอยู่เคียงข้างเช่นเคย
***********************
“ให้ผมทำงานสักทีได้มั้ย ถึงจะยังกลับไปร้องเพลงให้ดีเหมือนเดิมไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ยังทำอย่างอื่นได้ จะให้ไปถ่ายแบบหรือออกรายการทีวีก็ได้ทั้งนั้น ถ้ามีคนขอให้ร้องก็แค่บอกว่าผมเป็นหวัดเท่านั้นเอง ผมเบื่อแล้ว ผมไม่อยากอยู่เฉยๆ คุณยองจินก็รู้ว่าผมเกลียดการอยู่ไปวันๆ แบบนี้” หลังจากหว่านล้อมผู้จัดการมาหลายวันด้วยไม้อ่อน จุนซูก็เริ่มงัดไม้แข็งมาใช้
ชายร่างสูงรู้ดีว่าจุนซูเอาแต่ใจเพียงใด แค่น้อยครั้งจะแสดงออกมาให้เห็น เพราะเวลาที่ทำงาน จุนซูจะมีความเป็นมืออาชีพเกินวัยจนคนในวงการยังชื่นชม ทั้งที่ประสบความสำเร็จด้วยอายุเพียงไม่เท่าไร นักร้องเปี่ยมพรสวรรค์อย่างจุนซูกลับไม่เคยเย่อหยิ่งถือตัว หรือไม่ฟังความเห็นใครจนงานเสีย มีเพียงไม่กี่ครั้งที่จะดื้อดึง
เหตุผลส่วนใหญ่ก็เพราะปาร์ค ยูชอน...
“อืม งั้นฉันจะลองดูก็แล้วกัน จะมาเลิกกลางคันไม่ได้แล้วนะ ตกลงรึเปล่า?” เพราะจุนซูไม่เคยชอบการถ่ายแบบเท่ากับการร้องเพลง ถ้าหากจะให้ถ่ายแบบ ออกรายการทีวีอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้ร้องเพลง ผู้จัดการที่มีประสบการณ์นับสิบปีอย่างเขาก็พอเดาได้ว่าจุนซูอาจจะออกอาการไม่พอใจให้เห็น
พออีกฝ่ายรับปาก ใบหน้าน่ารักก็ฉายแววดีอกดีใจขึ้นมาทันควันเหมือนเด็กๆ เขาโผเข้าไปกอดขอบคุณแล้วเดินเข้าห้องไปแต่งเพลงต่อ จมอยู่ในโลกกึ่งฝันกึ่งจริงของตัวเองอย่างมีความสุข
ใช่ว่ายองจินไม่ชอบใจอะไรเกี่ยวกับปาร์ค ยูชอน เพราะอีกฝ่ายไม่เคยเรียกร้องหรือบังคับให้จุนซูไปหา มีแต่จุนซูนี่แหละที่อยากจะไปหา อยากไปเจออยู่ตลอด จนบางครั้งเขายังอดคิดไม่ได้ว่าถ้ายูชอนเป็นผู้หญิง เขาคงจะเครียดยิ่งกว่านี้ ได้ปิดข่าวกันไม่เว้นแต่ละวัน
ถึงบอกว่าเป็นแค่เพื่อนแต่กลับให้ความสำคัญเสียยิ่งกว่าแฟน ถึงจุนซูจะไม่เคยมีแฟน แต่เขากล้าเอาทุกอย่างที่มีพนันเลยว่า ถึงจะมีแฟนก็คงไม่มีใครได้รับการเอาใจใส่จากจุนซูเท่าที่ยูชอนได้
นักร้องที่แสนเพอร์เฟ็คของเขาอาจดูเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี แต่แท้จริงแล้วไม่เคยเก่งเรื่องรักษาความสัมพันธ์ระยะไกลกับคนอื่น เหมือนจะชอบคิดเอาเองว่าไม่ต้องติดต่อบ่อยๆ ก็ยังเป็นเหมือนเดิมได้อยู่ ไม่ชอบใส่ใจเรื่องเล็กน้อย คิดอะไรง่ายๆ ไปเสียทุกเรื่อง
แต่สิ่งที่จุนซูมีให้ยูชอนนั้นต่างออกไป บางครั้งเขายังนึกทึ่งในความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ว่าเพื่อนสนิทที่ไหนจะรักและผูกพันจนแทบเป็นคนๆ เดียวกันได้ถึงขนาดนี้?
เขาส่ายหัวให้กับความคิดประหลาดๆ ของตัวเอง...
***********************
“อืม ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากกินอะไรเลยอ่ะ สงสัยหลุมดำในกระเพาะฉันมันจะเต็มแล้วล่ะมั้ง” จุนซูว่าพลางหัวเราะเบาๆ ปลายนิ้วเรียวเคาะลงกับพื้นโต๊ะไม้สนเล่นเป็นจังหวะ ใบหน้าน่ารักเบือนหนีออกไปไม่กล้ามองกระจกใสที่ทำให้เห็นเงาของเขาจางๆ เพราะมันจะทำให้เขารู้ว่าตัวเองแย่ลงเพียงใด
“ไม่น่าเชื่อว่ากระเพาะนายจะเต็มได้ แบบนี้ก็ไม่มีคนแย่งข้าวฉันแล้วสิ?” จุนซูหัวเราะฝืดฝืน รู้สึกเหมือนบางอย่างขาดหายไป แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“ปกตินายก็กินน้อยอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ มาโทษฉันได้ไงเล่า” ริมฝีปากอิ่มยื่นน้อยๆ เหมือนไม่พอใจ ยูชอนแทบจะจินตนาการได้แม้ว่าจะไม่ได้เห็นหน้า
ความรู้สึกที่เคยมีให้จุนซูไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยสักวัน เคยรักอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น แต่เขาก็พูดได้ว่ารักชางมิน
เพียงแต่...ความรักที่เขามีให้จุนซูกับชางมินมันต่างกัน เขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายมันอย่างไร...
“ฮะๆ ฉันไปโทษนายเมื่อไร ร้อนตัวเองเห็นๆ แล้วนี่ไม่มีงานเหรอ? หมู่นี้โทรมาบ่อยจนฉันหูชา ละเมอรับโทรศัพท์นายไม่รู้ตั้งกี่รอบ” คำพูดล้อเล่นนั้นเคยเรียกเสียงหัวเราะสดใสให้จุนซู แต่คราวนี้เขากลับพูดไม่ออก กว่าจะแกล้งส่งเสียงหัวเราะออกไป ก็ดูไม่สมจริงเอาเสียเลย
“เออ งั้นจะเลิกโทรแล้ว อยู่กับแฟนจนลืมเพื่อนเลยนะไอ้บ้ายูชอน ไว้ฉันมีแฟนเมื่อไรจะทิ้งนายให้ดู” คนฟังหัวเราะ ราวกับกำลังสนุกที่ได้แหย่เพื่อนรักเล่น
“ล้อเล่นหรอกน่า ฉันแค่แปลกใจว่านายมีเวลาโทรมาหาฉันบ่อยๆ แบบนี้ทำไมไม่มาเจอเลยล่ะ? เจอกันจะได้ไปหาอะไรกินด้วยกันไง ร้านอาหารที่นายไปกินเผื่อฉันมีเป็นสิบแล้วมั้ง ฉันยังไม่ได้ไปลองสักอย่าง” คำพูดธรรมดาของยูชอนกลับทำให้หัวใจอ่อนล้าเข้มแข็งขึ้นอย่างประหลาด
...ในตอนนั้น จุนซูเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร
“งั้นรอให้ครบยี่สิบก่อนแล้วกัน ถ้ารอไม่ไหวก็ไปกินกับชางมินก่อน ดีมั้ย?” ยูชอนไม่ได้ตอบว่าอะไร เพียงแค่หัวเราะเบาๆ จุนซูไม่กล้าคิดว่าทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้น ทั้งที่เสียใจแต่ก็เลือกที่จะปล่อยให้มันผ่านไป
...เขาดีใจกับอะไรอยู่กันนะ?
****************************
แม้ภายนอกจะดูสดใสร่าเริง แต่นอกจากช่างแต่งหน้ากับผู้จัดการแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าใบหน้าภายใต้เครื่องสำอางค์บางเบาเป็นอย่างไร ผิวที่เคยขาวเรื่ออย่างคนสุขภาพดีกลับซีดเซียวลงไปมากเพราะนอนไม่พอ ดวงตาที่เคยสดใสเป็นประกายก็ดูหม่นแสงลงทุกครั้งที่กล้องหันไปจับทางอื่น อาหารทุกมื้อที่เคยกินคราวล่ะมากๆ จุนซูก็แทบไม่แตะจนร่างกายผ่ายผอม
ใช่ว่าเขาจะอยากเป็นแบบนี้ แต่จุนซูไม่สามารถฝืนบังคับตัวเองได้เลย เขาอยากกินข้าวเพื่อให้มีแรงร้องเพลง มีแรงเต้นเต็มที่เหมือนเดิม ครั้นพอกินเข้าไปไม่กี่คำ เขาก็เบื่อจนไม่อยากจะแตะอีก ต่อให้อร่อยสักแค่ไหน เคยเป็นของที่ชอบกินมากแค่ไหน
ตอนกลางคืน เขาพยายามข่มตาให้หลับทั้งที่ปกติหัวถึงหมอนเป็นพอ หนักเข้าก็กินยาแก้ปัญหา หากสุดท้ายเมื่อทุกอย่างกลายเป็นสีดำมืด เขากลับยังคงไม่อาจหลบหนีมันได้พ้น
ไม่ใช่ความเศร้า ไม่ใช่ความผิดหวัง แต่เป็นความทรมานที่เขาไม่เคยเข้าใจ ทั้งที่มันอยู่ข้างในตัวเขา กำลังเติบโตมากขึ้นทุกวันราวกับเป็นสัตว์ร้ายที่คอยกลืนกินความสุข ความสวยงามทุกอย่างในชีวิตเขา จุนซูรู้สึกเหมือนตาของเขากำลังบอดลงทุกวัน กระทั่งหูของเขา ก็ไม่ได้ยินเสียงไพเราะใดๆ อีกแล้ว ทั้งที่พยายามต่อต้านมัน หากเสี้ยวหนึ่งในใจของเขากลับยินดีที่จะจมดิ่งลงไปในความหม่นมืดอันสงบเงียบนั้น
ทั้งที่ทุกครั้งที่ยูชอนโทรมา จุนซูจะมีความสุขจนต่อให้ข้าวทั้งกระสอบมาว่างตรงหน้าเขาก็คงกินหมด แต่ทันทีที่อีกฝ่ายวางหูไป จุนซูกลับรู้สึกคล้ายตัวเขากำลังกลายเป็นคนพิการอีกครั้ง
...ยูชอนทำให้เขาเป็นแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไร?
จุนซูไม่รู้ และไม่อาจเข้าใจ ทำไมเขาถึงอยากอยู่กับยูชอนมากกว่าเคย อยากคุยด้วย อยากอ้อน อยากเอาแต่ใจเหมือนตอนเด็กๆ อยากให้ยูชอนเป็นของเขาแค่คนเดียว...
ถึงจะมีชางมิน ก็ไม่ได้หมายความว่ายูชอนจะเลิกเป็นเพื่อนกับเขาใช่มั้ย?
เขา...กำลังกลัวอะไรอยู่?
ทำไมถึง...ยิ้มออกมาไม่ได้อีกแล้ว...
“จุนซู!” เสียงใครคนหนึ่งตะโกนออกมาดังลั่น แต่เขาไม่ทันได้ตอบออกไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเลือนหายเข้าสู่ความมืดมิด ชั่วขณะหนึ่งที่รู้สึกดีใจ อย่างน้อย...เขาก็จะได้นอนหลับแบบไม่ต้องกินยาอีก
ร่างโปร่งบางที่เป็นลมล้มวูบลงไปกับพื้นห้องทำเอาสต๊าฟที่อยู่รอบๆ ตกใจจนตั้งตัวไม่ติด ต่างก็รีบกรูเข้าไปช่วยพยุงขึ้นมาพร้อมกับผู้จัดการที่รีบโทรเรียกรถพยาบาลรวดเร็ว นึกโทษตัวเองอยู่ในใจที่ยอมให้จุนซูฝืนตัวเองแบบนี้
นายกำลังหนีอะไรอยู่...จุนซู?
*****************************
อากาศอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านเข้ามาภายในห้องนั่งเล่นผ่านประตูระเบียงที่เปิดออกกว้าง ยูชอนเดินมาทิ้งกายลงนั่งตรงโซฟาข้างชางมิน พลางหยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะสีดำตัวเตี้ยขึ้นมาอ่าน เด็กหนุ่มที่นั่งดูรายการสารคดีอยู่ยกแขนขึ้นเอื้อมโอบไหล่คนรักให้เอนร่างพิงอกเขา ยูชอนไม่ได้ว่าอะไร กลับขยับตัวให้ได้อยู่ในท่าสบาย แล้วตั้งใจอ่านหนังสือต่อ
ชางมินอมยิ้ม มีความสุขกับเรื่องเล็กน้อยในแต่ละวันจนไม่อยากเชื่อว่าทุกสิ่งจะเป็นจริง...
“วันนี้แปลกแฮะ จุนซูไม่โทรมาเลย” ยูชอนพูดเรื่องจุนซูกับชางมินได้เป็นปกติ เพราะถึงเขาจะพูดเรื่องจุนซูน้อยลง ก็ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกที่เขามีให้จะลดน้อยตาม ชางมินเข้าใจ กลับดีใจด้วยซ้ำที่ยูชอนยอมเปิดใจกับเขามากขึ้น ไม่เก็บเรื่องจุนซูเอาไว้กับตัวเองเพียงคนเดียวอย่างที่แล้วมา
“ลองโทรไปสิครับ อาจจะติดงานก็ได้” ร่างโปร่งยอมขยับตัว ยันกายขึ้นจากที่พิงพิเศษแล้วล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมา ไม่มีสายที่ไม่ได้รับหรือข้อความใดๆ ยูชอนยิ่งรู้สึกแปลกใจกว่าเดิม ปลายนิ้วเรียวกดหมายเลขที่คุ้นเคย รอฟังสัญญาณอยู่พักใหญ่ก็ไม่มีใครมารับสาย ทั้งที่หากเปิดมือถือไว้จุนซูก็จะรีบรับแทบทุกครั้ง
ชายหนุ่มเริ่มเป็นกังวล เขากดโทรออกอีกครั้ง รออยู่นานจนตัดสินใจเปลี่ยนไปโทรหาผู้จัดการของจุนซูแทน แล้วก็ไม่ผิดหวังเมื่ออีกฝ่ายรับสายอย่างรวดเร็ว
“คือผมติดต่อจุนซูไม่ได้น่ะครับ มีอะไรรึเปล่า? มือถือก็เปิดไว้เลยคิดว่าไม่น่าจะติดงานอะไร” ยองจินเพิ่งจัดการเรื่องส่งตัวจุนซูเข้าโรงพยาบาลและปิดข่าวกับพวกสื่อต่างๆ เสร็จไม่นาน ยังไม่มีเวลาโทรไปบอกพ่อแม่จุนซูด้วยซ้ำ พอยูชอนโทรมาถามเขาจึงบอกไปเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงอยากมาเยี่ยม
“วันนี้จุนซูเป็นลมน่ะ ตากล้องกับพวกสต๊าฟตกใจกันใหญ่ แต่ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ คงเพราะพักผ่อนไม่พอ หมู่นี้จุนซูกินข้าวไม่ค่อยได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับ ขนาดต้องกินยานอนหลับแทบทุกคืน ฉันก็เตือนแล้วว่ากินมากมันไม่ดี แต่เขาบอกว่าถ้าไม่กินเขาจะไม่ได้หลับสักตื่นก็เลยต้องยอมไป คิดว่าผ่านช่วงที่ร้องเพลงไม่ได้นี้ไปคงดีขึ้น อยู่ๆ ก็เป็นขึ้นมา ไม่รู้ทำไม แถมไม่ยอมไปหาหมอด้วย”
“ร้องเพลงไม่ได้...เหรอครับ?” ข่าวใหม่ที่ได้รู้ทำยูชอนนิ่งอึ้งไปนาน ทั้งที่เขาคุยกับจุนซูทุกวัน แต่กลับไม่เคยรู้เลยสักนิดว่าอีกฝ่ายกำลังทรมานขนาดไหน กำลังป่วยมากจนต้องใช้ยานอนหลับทั้งที่ไม่เคยใช้มาก่อน
เกิดอะไรขึ้น...ทำไมนายถึงไม่ยอมบอกฉัน...จุนซู?
“ใช่ เขาไม่ได้บอกคุณเหรอ? สักสองอาทิตย์ได้แล้วล่ะ ไม่รู้ว่าเครียดที่ร้องเพลงไม่ได้ หรือร้องเพลงไม่ได้เพราะเครียด ผมก็ให้เขาพักงานไปแล้ว แต่เขาไม่ยอม บอกว่าเบื่อที่ต้องอยู่เฉยๆ แล้วก็ฝืนทำงานทั้งที่ร่างกายไม่พร้อม จะให้บังคับมากก็ไม่ได้ เวลาเขาดื้อขึ้นมาใครก็เอาไม่อยู่ กำลังกลัวอยู่เหมือนกันว่าจะร้องออกจากโรงพยาบาลตอนที่ฟื้นขึ้นมา ถ้าคุณมาเยี่ยมเขาได้ก็ดี อย่างน้อยเขาก็ฟังคุณมากกว่าผม”
ยูชอนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ ราวกับพื้นที่ยืนอยู่สั่นไหวไม่มั่นคง ทั้งโกรธทั้งโมโห แต่ก็ห่วงใยอย่างที่สุด ความรู้สึกมากมายสับสนปนเปแล่นขึ้นจุกอก รู้สึกคล้ายลำคอตีบตัน ปวดร้าวจนไม่อาจแม้กระทั่งจะหายใจ เขารีบถามชื่อโรงพยาบาลและหมายเลขห้อง คิดเพียงแต่ว่าถึงอย่างไรก็ต้องไปหาจุนซูให้ได้
“พี่จุนซูมีอะไรเหรอครับ? พี่ดูหน้าซีดๆ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?” เสียงอันคุ้นเคยเอ่ยถามอย่างเป็นกังวลปนห่วงใย หากในหูของชายหนุ่มกลับอื้ออึง ราวกับได้ยินมันดังแว่วจากที่แสนไกล รู้สึกเหมือนสมองว่างเปล่า ไม่มีสติเหลือให้คิดถึงสิ่งอื่นใด
ยูชอนไม่ตอบ หากผลุนผลันออกไปที่ประตู คว้ารองเท้ามาใส่ลวกๆ แล้วออกวิ่งไปอย่างสุดแรงเกิด
ไม่แม้แต่จะหันไปบอกชางมิน หรือขอให้ชางมินไปเป็นเพื่อน...
ร่างสูงกระโดดออกไปขวางรถแท็กซี่ รีบกระโจนขึ้นแล้วเร่งให้คนขับไปยังโรงพยาบาลของจุนซู ภาพรอบกายเลือนหายเป็นเพียงความว่างเปล่า โลกทั้งใบไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกแล้ว
ไม่ว่าอะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว...หากไม่มีจุนซูอยู่กับเขา...
คนที่ถูกทิ้งอยู่ในห้องเพียงลำพังทำได้เพียงกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้ภายใน ปิดเปลือกตาลง และรอคอย
...เวลาที่กำลังจะหมดลง...
***********************************
เสียงฝีเท้าที่วิ่งอย่างรวดเร็วมาตามทางเดินดังก้องขึ้นเรื่อยๆ จนคนป่วยที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงต้องผงกศีรษะขึ้นมาอย่างสงสัย กระทั่งบานประตูเปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่วิ่งสุดแรงจนเหงื่อโทรมกาย
จุนซูจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก จะหัวเราะก็ไม่เชิง เขานั่งมองเพื่อนรักที่ยังคงหอบหายใจจนตัวโยน พลางเอามือเท้าจับแผงกั้นเหล็กข้างเตียงเขาไว้แน่น ผิวของยูชอนดูจะซีดเซียวลงเพราะออกแรงมากอย่างไม่ดูสังขารตัวเอง แล้วสุดท้ายจุนซูก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“นายบ้ารึเปล่าเนี่ย วิ่งมาทำไม? ป่านนี้นางพยาบาลทั้งตึกได้ตกใจใหญ่แล้วมั้ง ฉันไม่เป็นอะไรสักหน่อย คุณยองจินก็ชอบเวอร์แบบนี้ทุกทีน่ะแหละ” ริมฝีปากอ่อนเรื่อเอ่ยพร้อมรอยยิ้มดีใจที่ปิดไม่มิด แม้จะเป็นคำล้อเล่นเช่นทุกครั้งแต่คราวนี้ยูชอนกลับโกรธจนแทบควบคุมอารมณ์ไม่ได้
“เออใช่! ฉันมันบ้า! บ้าที่เป็นห่วงนาย! กลัวว่านายจะเป็นอะไร! จะต้องทรมานอยู่คนเดียวโดยที่ฉันช่วยอะไรไม่ได้ นายอยากให้มันเป็นแบบนี้ใช่มั้ย ไม่คิดจะให้ฉันได้รู้อะไรเลยใช่มั้ย ความเป็นห่วงของฉันมันไม่มีความหมายอะไรเลยรึไง...?” เสียงที่ตะโกนใส่ด้วยความโมโหนั้นเงียบหาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหยดน้ำอุ่นหลั่งรินลงมาไม่หยุด เป็นครั้งแรกที่จุนซูถูกยูชอนตะโกนใส่ ร่างโปร่งบางจึงได้แต่นิ่งอึ้ง ก่อนจะถูกมือแกร่งคว้าเข้ามากอดแน่น รู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวที่แพร่เข้าเกาะกุมหัวใจที่กำลังเต้นแผ่วอยู่ใกล้กันกับหัวใจเขา วงแขนที่รัดเขาจนแทบหายใจไม่ออก หากสั่นสะท้านไปทั้งกาย
แม้จะรู้ว่าจุนซูไม่ยอมบอกเขาเพราะกลัวเขาเป็นห่วง แต่ยูชอนก็ห้ามความโกรธของตัวเองไม่ได้ เมื่อได้ระบายออกไป ความรู้สึกผิดก็กลับทับถมอยู่เต็มหัวใจ...
ตอนที่เขามีความสุข จุนซูกำลังทุกข์ทรมานมากแค่ไหนทำไมเขาถึงไม่คิดบ้าง ทั้งที่ผ่านมา ต่อให้จุนซูไม่บอก เขาก็คงจะสังเกตเห็นได้เอง แต่เพราะเขาพยายามจะตัดใจจากจุนซู ถึงได้ถอยออกมาทีละก้าว บังคับตัวเองให้เลิกสนใจเรื่องเล็กน้อยของจุนซู ทั้งที่รู้สึกได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ถาม แกล้งเป็นมองไม่เห็น
ทั้งหมดมันเป็นความผิดของเขา...
“ฉันขอโทษ...” หากกลับเป็นจุนซูที่พูดออกมา มือเรียวเอื้อมลูบเรือนผมสีดำสนิทของชายหนุ่มอ่อนโยน วางคางลงกับไหล่กว้างแล้วกอดตอบแนบแน่น
ในวินาทีนั้น ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดอื่นใด ต่างฝ่ายต่างเข้าใจในเหตุผลของกันและกัน ปล่อยให้ความเงียบอันอ่อนโยนเกลี่ยซับหยดน้ำตาและลบเลือนความเจ็บปวดไปจากหัวใจ
ความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนมาเนิ่นนานอบอุ่นซ่านลึกอยู่ในอก ท้ายที่สุดยูชอนก็ได้รู้ว่าแม้เขาจะรักชางมิน หรือใครอื่นอีกสักกี่สิบกี่ร้อย แต่คนที่เขาไม่อาจขาดได้คือจุนซู คนเพียงคนเดียวที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะต้องทุกข์ทรมาน หรือเสียน้ำตาสักเท่าไร แค่มีจุนซูอยู่กับเขา
อยู่เคียงข้างเขาเรื่อยไปแบบนี้...
นัยน์ตาสีดำสนิทที่ยูชอนไม่อาจมองเห็นสั่นระริกอย่างสับสน จุนซูไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมบอกอีกฝ่ายแต่แรก เพราะเขากำลังรอให้ยูชอนเป็นคนถาม หรือเพราะเจ็บปวดที่ยูชอนไม่สังเกตเห็น
ที่จริงแล้ว...เขาอาจเป็นเพียงคนเห็นแก่ตัว ไม่ยอมบอกแค่เพราะอยากให้ยูชอนรับรู้ได้เองว่าเขาเป็นอะไร เขาอาจ...ตั้งใจให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ เพื่อให้ยูชอนกลับมาหาเขา แต่ว่า...เขาไม่ได้อยากให้ยูชอนเป็นห่วงจนกังวล จนไม่สบายใจ
เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย เขาไม่รู้...ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้...
พอหยดน้ำตาเหือดหาย ยูชอนก็กลับไปพูดคุยกับจุนซูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนทุกครั้งที่เขาร้องไห้ จะมีจุนซูอยู่เคียงข้างคอยซับน้ำตาให้เสมอ ร่างบางไม่ได้ล้อยูชอนที่ยังขี้แยอยู่ แต่ชวนคุยเรื่องไร้สาระให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้น แค่เห็นยูชอนยิ้มให้เขา จุนซูก็ดีใจอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานหลายวัน
“ว่าแต่...นายมานี่คนเดียวเหรอ?” คนป่วยถามออกไปอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ก็ทำเอาคนฟังนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง รับรู้ในทันทีว่าตัวเองทำอะไรลงไป
“อืม ก็รีบมาน่ะ ไม่ทันได้บอกอะไร ชางมินคงตกใจอยู่เหมือนกันที่อยู่ๆ ฉันก็วิ่งออกมา” พูดพลางคว้ามือถือออกมาทำท่าอยากโทรกลับไปหาชางมิน แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ
“งั้นฉันกลับก่อนดีกว่า จะไปเอาเสื้อผ้ามานอนเฝ้านายที่นี่ด้วย อยากกินอะไรรึเปล่า จะซื้อมาให้” จุนซูมองยูชอนแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายกลับไปหาชางมิน
“ไม่ต้องมาเฝ้าหรอกน่า แค่นอนคนเดียวคืนสองคืนเอง มาดึงตัวแฟนคนอื่นไว้เดี๋ยวก็โดนเคืองแย่ รีบกลับไปเหอะ ฉันไม่เป็นไรหรอก” ร่างโปร่งอมยิ้มพลางโบกมือไล่อีกฝ่ายให้กลับไป ยูชอนลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกไปจากห้อง
ทั้งที่คิดว่าต่อให้ยูชอนมีคนที่รักมากกว่า สำคัญกว่า เขาก็จะไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยเขาจะยังเป็นเพื่อนแท้ชั่วชีวิตที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้ หากทันทีที่แผ่นหลังกว้างลับหายไปจากสายตา หยดน้ำอุ่นใสก็ร่วงหล่นลงอาบแก้มอย่างไร้หนทางเก็บกลั้น จุนซูไม่อาจฝืนบังคับมันได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดไหลรินจากส่วนลึกในหัวใจ ไม่มีที่ใดให้หลบหนี
เพราะจุนซูเพิ่งรู้...ว่าเขารักยูชอนมากแค่ไหน...
มือเรียวผอมบางกุมอกแน่น ยิ่งสะอื้นไห้เมื่อความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่อาจทำอะไรได้อีกแล้ว ใบหน้าขาวซีดส่ายปฏิเสธน้อยๆ ไม่ยินยอมให้ตัวเองได้รู้สึกถึงมัน
นายรักยูชอนไม่ได้...อย่าคิด...อย่าแม้แต่จะคิดว่านายรักยูชอน นายไม่ได้รักยูชอน...นายไม่ได้รักเขา...
ความรู้สึกนี้...ไม่ใช่ความรักหรอก
มัน...ไม่ใช่ความรัก...
**************************
ภายในห้องที่คุ้นเคย ความมืดอาบไล้ไปทั่วทุกอณู ทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีแม้กระทั่งเสียงลมพัดไหวเข้ามาทางประตูระเบียงเช่นเคย ยูชอนยืนนิ่ง เข้าใจไปว่าชางมินไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
แต่เมื่อก้าวเข้าไปใกล้โซฟาตัวยาว ก็เห็นคนที่เขากำลังมองหาอยู่นั่งคอยอยู่ตรงนั้น ที่เดิมที่เขาได้จากมา...
ทั้งที่ตัดสินใจแล้วว่าจะกลับมาเพื่อบอกลาชางมิน แม้ว่าจุนซูจะไม่ได้รักเขา แม้ว่าจะต้องอยู่กับจุนซูในฐานะใดก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นสายตาแน่วแน่ที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นของคนรัก ยูชอนก็อับจนถ้อยคำ
ร่างสูงโปร่งไม่ขยับเขยื้อนจากที่ซึ่งตัวเองเคยอยู่ เขาเพียงแต่มองสบตายูชอนไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า เฝ้ามอง...อย่างเข้าใจและอดทน เพียงแค่ยูชอนจะยอมพูดคำนั้นออกมา
ชางมินไม่คิดจะหนีความจริง ไม่คิดจะต่อว่า โกรธแค้นหรือโทษว่าเป็นความผิดของใคร เพราะเขาเตรียมใจเอาไว้นานแล้ว...เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้
เขาก็แค่อยากจะลองหวังดูสักครั้ง...เขาไม่เคยนึกเสียใจ...
เมื่อถูกคาดคั้นด้วยสายตาของเด็กหนุ่ม ยูชอนที่ยืนอ้ำอึ้งก็ยิ่งไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมา ความรู้สึกผิดถาโถม ได้แต่กัดริมฝีปาก โมโหตัวเองจนต่อให้ต่อยใส่หน้าโง่ๆ นั่นสักกี่ครั้งก็ไม่เพียงพอ
“พูดออกมาเถอะครับ ผมรับได้” เสียงทุ่มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจ ความอ่อนโยนนั้นทำให้ยูชอนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น จับมือใหญ่ที่เย็นเฉียบเอาไว้แน่น พร่ำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งน้ำตา
“ขอโทษ...ฉันขอโทษ...” เขาขยะแขยงตัวเองเหลือเกิน กี่ครั้งแล้วที่เขาทำร้ายคนที่รักเขา คนที่หวังดีกับเขา แค่เพราะความเห็นแก่ตัว ความขลาดเขลา ความโง่เง่าของเขา ยูชอนก้มหน้า พยายามที่จะหยุดร้องไห้เพราะไม่อยากให้ชางมินรู้สึกแย่ แต่ยิ่งฝืนเท่าไร หยดน้ำอุ่นก็ยิ่งไหลริน
“มันไม่ใช่ความผิดของพี่หรอกครับ เพราะผมรู้อยู่แล้ว...ว่าพี่ไม่ได้มีที่ว่างให้ผมแทรกเข้าไปได้ ผมก็แค่หวัง....ว่าจะมีที่ที่เป็นของผมบ้าง” ยูชอนเงยหน้าขึ้นมองชางมิน หัวใจราวกับถูกบีบเมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดของอีกฝ่าย แต่แม้จะต้องเจ็บเพียงใด ชางมินก็ยังคงเฝ้ามองยูชอนด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นเดิมไม่เปลี่ยน
“แต่สุดท้าย...ก็ต้องเป็นเขาเท่านั้น...” ประโยคนั้นราวกับจะปลดปล่อยยูชอนจากความหวาดกลัวทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะมันตอกย้ำให้เขายิ่งเข้าใจ...ว่าหากไม่ใช่จุนซู เขาก็คงไม่อาจรักใครแบบนี้ได้อีกแล้ว...
หากไม่มีจุนซู...เขาก็ไม่สามารถรักใครได้อีก...
ในวินาทีนั้น ยูชอนบอกกับตัวเองว่าเขาจะต้องบอกจุนซู ไม่ว่าจะลงเอยแบบไหน จะต้องเจ็บปวดหรือทรมานเพียงใด เขาก็จะไม่หนีอีกแล้ว
เขารอมานานเกินไป เดินอ้อมมาไกลเกินไป แค่เพราะอยากปกป้องตัวเอง จนกระทั่งทำร้ายคนดีๆ คนหนึ่งไป เขาไม่อยากจะให้ใครต้องเจ็บโดยเปล่าประโยชน์เพราะเขา ไม่อยากให้สิ่งที่ชางมินต้องสูญเสียไปเพราะเขาต้องไร้ค่า
เขาไม่อาจเก็บมันไว้ได้อีกต่อไปแล้ว...
********************************
พอคิดได้ว่าอยากจะบอกกับจุนซู ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวก็ดูเชื่องช้าไปหมด ยูชอนรีบวิ่งขึ้นบันไดโรงพยาบาล ไม่อยากเสียเวลารอลิฟต์แม้สักเสี้ยววินาที หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรง ทั้งความยินดีและหวาดกลัวผสมรวมกันจนแทบแยกไม่ออก
...อยากจะรีบไปหา อยากเจอจุนซู อยากให้ได้ยินความรู้สึกของเขา
คอยก่อนนะ คอยก่อน...ฉันจะไม่ปล่อยให้นายรอนานไปกว่านี้อีกแล้ว...
******************************
ร่างโปร่งบางยืนอยู่บนจุดชมทิวทัศน์ชั้นหกของโรงพยาบาล สายลมแรงในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านจนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนปลิวไสว เปลือกตาบางพริ้มหลับ ซึมซับเอาความอบอุ่นอ่อนโยนนั้นเข้าไป ราวกับจะขอให้มันช่วยเยียวยาหัวใจอันอ่อนล้าของตัวเอง
สุดท้าย...จุนซูก็ยอมรับความรู้สึกของเขา ความรู้สึกที่เขามีอยู่แต่ไม่เคยคิดจะสนใจ หรือทำอะไรสักอย่างกับมัน
เขายอมปล่อยให้ตัวเองได้ค้นหาความรู้สึกที่แท้จริง หลังจากพยายามหนีมันมานานจนได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาแค่ไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน พอได้อยู่ตามลำพัง ร้องไห้ราวกับคนบ้าอย่างที่ไม่เคยทำมาตลอดหลายปี เพียงเพราะไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นคนอ่อนแอ หากเมื่อได้ปลดปล่อยความทรมานทั้งหมดออกมา ความจริงเพียงหนึ่งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ความรู้สึก...ที่เขาละเลยไปเพราะไม่เคยคิดจะหาคำตอบให้กับมัน
หากนี่ไม่ใช่ความรัก เขาก็ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดในโลก...ที่จะเรียกว่าความรักได้อีกแล้ว...
************************
ยูชอนรีบวิ่งไปที่ห้องของจุนซู คิดว่าจะได้เจอหน้าคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดทาง แต่เมื่อเปิดเข้าไปไม่เห็นใครอยู่ รอยยิ้มก็จางหาย เขาเหลียวมองไปรอบๆ คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะอยู่ในห้องน้ำ แต่บานประตูก็ยังเปิดอยู่
แทนที่จะวิ่งไปถามนางพยาบาล ชายหนุ่มกลับตัดสินใจลงลิฟต์ไปที่จุดชมวิวข้างล่าง ราวกับมีบางสิ่งเรียกให้เขาไปที่นั่น
ยูชอนคิดว่าจุนซูคงจะอยากตากลมเย็นสบาย ชื่นชมภาพที่สวยงามเบื้องล่างของกรุงโซลอย่างที่เจ้าตัวชอบทำเวลาได้มาอยู่บนตึกสูงๆ
เขาเดาไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย...
ร่างโปร่งบางยืนจับราวเหล็กกั้นไว้มั่น พลางเอนตัวไปข้างหลัง ปล่อยให้สายลมอ่อนพัดผ่านร่างกายและเรือนผมไป เปลือกตาบางพริ้มหลับ ใบหน้าของจุนซูดูผ่อนคลาย ราวกับไม่มีเรื่องใดจะทำให้เขาต้องเจ็บปวดได้อีก
“จุนซู!” ที่ตรงนั้นไม่มีใครอยู่ ยูชอนจึงกล้าตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไป ร่างโปร่งบางเหมือนจะได้ยิน จึงยอมลืมตาขึ้นมองคนที่กำลังรีบวิ่งมาหาเขา หากเมื่อยูชอนเห็นใบหน้าของคนที่เขารักชัดเจนเต็มตา หัวใจก็เต้นแรงแทบหลุดออกมานอกอก จนต้องเปลี่ยนเป็นเดินเข้าไปช้าๆ ถ่วงเวลาให้ตัวเองได้เตรียมใจ
มีจุนซูยืนอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมคำสามคำที่อยู่ในหัว ไม่มีอะไรต้องลังเลอีกแล้ว...แค่พูดออกไป แค่สามคำเท่านั้น...นายรู้สึกแบบนั้นมาตลอดไม่ใช่เหรอ?
“ฉันรักนาย” ชายหนุ่มยืนนิ่งเหมือนถูกสะกดให้เป็นหิน...เขาเผลอหลุดมันออกไปแล้วเหรอ? แต่นั่นมันไม่ใช่เสียงเขา แต่เป็นเสียงของจุนซูต่างหาก
ยูชอนอ้าปากเหมือนจะพูดกึ่งท้วงอะไรบางอย่างออกมา แต่สุดท้ายแม้กระทั่งเสียงของตัวเองก็ยังทรยศเขา จุนซูไม่สนใจท่าทางประหลาดนั้น เขาพูดต่อราวกับหากเก็บมันเอาไว้นานกว่านั้นสักเสี้ยววินาที เขาคงจะอึดอัดตาย
“ฉันรักนาย ทุกอย่างที่ฉันคิดมันออกมาระหว่างที่อยู่ที่นี่ก็มีแค่คำนี้ คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ” จุนซูเอ่ยด้วยสีหน้าเหมือนคนไม่คิดอะไร เสียงแหบแห้งที่ได้ยินมาตลอดหลายวันก่อนหน้า เวลานี้กลับสดใสราวกับไม่มีสิ่งใดให้ต้องเป็นกังวล ถ้อยคำเหล่านั้นพร่างพรูออกมาอย่างลื่นไหล เช่นเดียวกับยามที่จุนซูกำลังร้องเพลงของเขา
“ฉันไม่อยากเดาว่าเราสองคนจะเป็นยังไงต่อไป มันอึดอัดจนฉันหาทางออกอื่นไม่ได้นอกจากบอกนาย ถึงนายจะมีแฟนอยู่แล้ว ฉันก็คงต้องบอกอยู่ดีน่ะ มันอาจฟังดูตลกที่เพิ่งมาบอกนายเอาตอนนี้ ตอนที่นายกำลังคบกับคนอื่น ทั้งที่เราก็เป็นเพื่อนกันมานาน เป็นผู้ชายกันทั้งคู่ แล้วฉันก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปรักผู้ชายที่ไหนได้ แต่จะให้ทำไงก็ฉันดันรู้สึกแบบนี้ไปแล้ว ยิ่งค้นหามันเท่าไรก็จบอยู่ได้แค่คำนี้ ฉันก็เลยคิดว่าต้องบอกนาย...แค่นั้นแหละ” ดวงตากลมเรียวแสนบริสุทธิ์มองสบยูชอนอย่างจริงใจ แต่คนฟังแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น แข้งขาเหมือนไร้เรี่ยวแรงขึ้นมากะทันหัน
“นาย...เพิ่งคิดได้ก็บอกฉันเลยเนี่ยนะ? ฉันเก็บมาตั้งสิบสามปีนะเว้ย ขี้โกงนี่หว่า บอกตัดหน้าฉันได้ไง!” จุนซูมองเพื่อนสนิทที่โวยวายเป็นเด็กๆ แล้วก็พูดไม่ออก มัวแต่ตกใจจนลืมดีใจไปเสียสนิท
สิบสามปี...ยูชอนชอบเขามาตั้งแต่ตอน...ไหนกัน? บอกตัดหน้างั้นเหรอ งั้นก็แสดงว่า...พวกเขาใจตรงกันใช่มั้ย? แก้มขาวร้อนผ่าวเมื่อคิดได้ดังนั้น เขินจัดจนทำอะไรไม่ถูก รีบโวยวายกลบเกลื่อนยกใหญ่
“ก..ก็แล้วฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า! นายต่างหากที่ผิด คิดมาตั้งนานแล้วจะเก็บไว้ทำซากอะไร รอบ่มเป็นกิมจิเน่ารึไง ไอ้บ้ายูชอน!” หมัดหนักทุบเข้าที่ไหล่กว้างดังตุบตับไม่หยุด แต่คนถูกทำร้ายก็ไม่ยอมหนีไปไหน รีบคว้าตัวคนที่กำลังอาละวาดอยู่มากอดไว้แน่น จนจุนซูยอมซบหน้าลงกับอกอุ่นนิ่ง
ชายหนุ่มกระชับร่างบอบบางในวงแขนแนบอก ความโหยหาและความสุขอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้เอ่อล้นเต็มหัวใจ ก่อนเขาจะได้เอื้อนเอ่ยคำที่เฝ้าปิดบังมาเนิ่นนาน ทว่าบัดนี้ไม่อาจแทนความรู้สึกทั้งหมดของเขาได้ออกไป...
“ฉันรักนาย...จุนซู...” หยดน้ำอุ่นที่คิดว่าคงไม่มีให้ไหลอีกแล้ว กลับร่วงเผาะลงมาราวกับจะกลั่นแกล้ง จุนซูพยายามกลั้นสะอื้น แต่สุดท้ายก็ได้แต่ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของคนที่เขารักที่สุด...คนสำคัญที่เขาอยากจะอยู่ด้วยไปชั่วชีวิต
คนที่อยากจะหายใจอยู่เคียงข้างกัน...จนถึงวันที่ไม่อาจทำได้อีกต่อไป...
…The End…
Rating : PG-13
Story Half-Back : Lemoneko99&SuiShou
Editor : Lemoneko99 (A lot of Thanks!!! >o<)
Credit White Lie's Eng Trans: Yehjin@soompi.com
Note : Inspiration from White Lie...
Chapter Seven : More than love
ภายในห้องนอนอันอบอุ่นกว้างขวาง ร่างโปร่งบางที่ผ่ายผอมลงไปมากนั่งเหม่ออยู่ริมหน้าต่างบนโซฟาสีขาวหม่น ดวงตากลมเรียวมองไปอย่างไร้จุดหมาย ราวกับกำลังรอคอยให้ทุกสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ละลายหายไม่เหลือร่องรอย เช่นเดียวหิมะในต้นฤดูใบไม้ผลิ
ตั้งแต่วันที่เขาร้องเพลงอย่างที่ต้องการไม่ได้ ผู้จัดการก็บอกให้เขาพักผ่อนจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น เพราะเป็นห่วงว่าเขาคงจะโหมงานหนักเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหว แม้ว่าจุนซูจะพยายามปฏิเสธเพียงใด ก็ไม่มีใครยอมฟังเขา ความห่วงใยนั้นทำร้ายจุนซูทางอ้อมอย่างเลือดเย็น
เพราะมันทำให้เขาจนหนทาง...ที่จะหลบหนีจากความเหงา
จุนซูไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นไปได้ขนาดนี้...ทำไม เขาถึงรู้สึกราวกับทุกสิ่งทุกอย่างกำลังพังทลาย หวาดกลัวแม้กระทั่งจะหายใจ
ทั้งที่เขา...ยังมียูชอนอยู่เคียงข้างเช่นเคย
***********************
“ให้ผมทำงานสักทีได้มั้ย ถึงจะยังกลับไปร้องเพลงให้ดีเหมือนเดิมไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ยังทำอย่างอื่นได้ จะให้ไปถ่ายแบบหรือออกรายการทีวีก็ได้ทั้งนั้น ถ้ามีคนขอให้ร้องก็แค่บอกว่าผมเป็นหวัดเท่านั้นเอง ผมเบื่อแล้ว ผมไม่อยากอยู่เฉยๆ คุณยองจินก็รู้ว่าผมเกลียดการอยู่ไปวันๆ แบบนี้” หลังจากหว่านล้อมผู้จัดการมาหลายวันด้วยไม้อ่อน จุนซูก็เริ่มงัดไม้แข็งมาใช้
ชายร่างสูงรู้ดีว่าจุนซูเอาแต่ใจเพียงใด แค่น้อยครั้งจะแสดงออกมาให้เห็น เพราะเวลาที่ทำงาน จุนซูจะมีความเป็นมืออาชีพเกินวัยจนคนในวงการยังชื่นชม ทั้งที่ประสบความสำเร็จด้วยอายุเพียงไม่เท่าไร นักร้องเปี่ยมพรสวรรค์อย่างจุนซูกลับไม่เคยเย่อหยิ่งถือตัว หรือไม่ฟังความเห็นใครจนงานเสีย มีเพียงไม่กี่ครั้งที่จะดื้อดึง
เหตุผลส่วนใหญ่ก็เพราะปาร์ค ยูชอน...
“อืม งั้นฉันจะลองดูก็แล้วกัน จะมาเลิกกลางคันไม่ได้แล้วนะ ตกลงรึเปล่า?” เพราะจุนซูไม่เคยชอบการถ่ายแบบเท่ากับการร้องเพลง ถ้าหากจะให้ถ่ายแบบ ออกรายการทีวีอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้ร้องเพลง ผู้จัดการที่มีประสบการณ์นับสิบปีอย่างเขาก็พอเดาได้ว่าจุนซูอาจจะออกอาการไม่พอใจให้เห็น
พออีกฝ่ายรับปาก ใบหน้าน่ารักก็ฉายแววดีอกดีใจขึ้นมาทันควันเหมือนเด็กๆ เขาโผเข้าไปกอดขอบคุณแล้วเดินเข้าห้องไปแต่งเพลงต่อ จมอยู่ในโลกกึ่งฝันกึ่งจริงของตัวเองอย่างมีความสุข
ใช่ว่ายองจินไม่ชอบใจอะไรเกี่ยวกับปาร์ค ยูชอน เพราะอีกฝ่ายไม่เคยเรียกร้องหรือบังคับให้จุนซูไปหา มีแต่จุนซูนี่แหละที่อยากจะไปหา อยากไปเจออยู่ตลอด จนบางครั้งเขายังอดคิดไม่ได้ว่าถ้ายูชอนเป็นผู้หญิง เขาคงจะเครียดยิ่งกว่านี้ ได้ปิดข่าวกันไม่เว้นแต่ละวัน
ถึงบอกว่าเป็นแค่เพื่อนแต่กลับให้ความสำคัญเสียยิ่งกว่าแฟน ถึงจุนซูจะไม่เคยมีแฟน แต่เขากล้าเอาทุกอย่างที่มีพนันเลยว่า ถึงจะมีแฟนก็คงไม่มีใครได้รับการเอาใจใส่จากจุนซูเท่าที่ยูชอนได้
นักร้องที่แสนเพอร์เฟ็คของเขาอาจดูเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี แต่แท้จริงแล้วไม่เคยเก่งเรื่องรักษาความสัมพันธ์ระยะไกลกับคนอื่น เหมือนจะชอบคิดเอาเองว่าไม่ต้องติดต่อบ่อยๆ ก็ยังเป็นเหมือนเดิมได้อยู่ ไม่ชอบใส่ใจเรื่องเล็กน้อย คิดอะไรง่ายๆ ไปเสียทุกเรื่อง
แต่สิ่งที่จุนซูมีให้ยูชอนนั้นต่างออกไป บางครั้งเขายังนึกทึ่งในความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ว่าเพื่อนสนิทที่ไหนจะรักและผูกพันจนแทบเป็นคนๆ เดียวกันได้ถึงขนาดนี้?
เขาส่ายหัวให้กับความคิดประหลาดๆ ของตัวเอง...
***********************
“อืม ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากกินอะไรเลยอ่ะ สงสัยหลุมดำในกระเพาะฉันมันจะเต็มแล้วล่ะมั้ง” จุนซูว่าพลางหัวเราะเบาๆ ปลายนิ้วเรียวเคาะลงกับพื้นโต๊ะไม้สนเล่นเป็นจังหวะ ใบหน้าน่ารักเบือนหนีออกไปไม่กล้ามองกระจกใสที่ทำให้เห็นเงาของเขาจางๆ เพราะมันจะทำให้เขารู้ว่าตัวเองแย่ลงเพียงใด
“ไม่น่าเชื่อว่ากระเพาะนายจะเต็มได้ แบบนี้ก็ไม่มีคนแย่งข้าวฉันแล้วสิ?” จุนซูหัวเราะฝืดฝืน รู้สึกเหมือนบางอย่างขาดหายไป แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“ปกตินายก็กินน้อยอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ มาโทษฉันได้ไงเล่า” ริมฝีปากอิ่มยื่นน้อยๆ เหมือนไม่พอใจ ยูชอนแทบจะจินตนาการได้แม้ว่าจะไม่ได้เห็นหน้า
ความรู้สึกที่เคยมีให้จุนซูไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยสักวัน เคยรักอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น แต่เขาก็พูดได้ว่ารักชางมิน
เพียงแต่...ความรักที่เขามีให้จุนซูกับชางมินมันต่างกัน เขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายมันอย่างไร...
“ฮะๆ ฉันไปโทษนายเมื่อไร ร้อนตัวเองเห็นๆ แล้วนี่ไม่มีงานเหรอ? หมู่นี้โทรมาบ่อยจนฉันหูชา ละเมอรับโทรศัพท์นายไม่รู้ตั้งกี่รอบ” คำพูดล้อเล่นนั้นเคยเรียกเสียงหัวเราะสดใสให้จุนซู แต่คราวนี้เขากลับพูดไม่ออก กว่าจะแกล้งส่งเสียงหัวเราะออกไป ก็ดูไม่สมจริงเอาเสียเลย
“เออ งั้นจะเลิกโทรแล้ว อยู่กับแฟนจนลืมเพื่อนเลยนะไอ้บ้ายูชอน ไว้ฉันมีแฟนเมื่อไรจะทิ้งนายให้ดู” คนฟังหัวเราะ ราวกับกำลังสนุกที่ได้แหย่เพื่อนรักเล่น
“ล้อเล่นหรอกน่า ฉันแค่แปลกใจว่านายมีเวลาโทรมาหาฉันบ่อยๆ แบบนี้ทำไมไม่มาเจอเลยล่ะ? เจอกันจะได้ไปหาอะไรกินด้วยกันไง ร้านอาหารที่นายไปกินเผื่อฉันมีเป็นสิบแล้วมั้ง ฉันยังไม่ได้ไปลองสักอย่าง” คำพูดธรรมดาของยูชอนกลับทำให้หัวใจอ่อนล้าเข้มแข็งขึ้นอย่างประหลาด
...ในตอนนั้น จุนซูเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร
“งั้นรอให้ครบยี่สิบก่อนแล้วกัน ถ้ารอไม่ไหวก็ไปกินกับชางมินก่อน ดีมั้ย?” ยูชอนไม่ได้ตอบว่าอะไร เพียงแค่หัวเราะเบาๆ จุนซูไม่กล้าคิดว่าทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้น ทั้งที่เสียใจแต่ก็เลือกที่จะปล่อยให้มันผ่านไป
...เขาดีใจกับอะไรอยู่กันนะ?
****************************
แม้ภายนอกจะดูสดใสร่าเริง แต่นอกจากช่างแต่งหน้ากับผู้จัดการแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าใบหน้าภายใต้เครื่องสำอางค์บางเบาเป็นอย่างไร ผิวที่เคยขาวเรื่ออย่างคนสุขภาพดีกลับซีดเซียวลงไปมากเพราะนอนไม่พอ ดวงตาที่เคยสดใสเป็นประกายก็ดูหม่นแสงลงทุกครั้งที่กล้องหันไปจับทางอื่น อาหารทุกมื้อที่เคยกินคราวล่ะมากๆ จุนซูก็แทบไม่แตะจนร่างกายผ่ายผอม
ใช่ว่าเขาจะอยากเป็นแบบนี้ แต่จุนซูไม่สามารถฝืนบังคับตัวเองได้เลย เขาอยากกินข้าวเพื่อให้มีแรงร้องเพลง มีแรงเต้นเต็มที่เหมือนเดิม ครั้นพอกินเข้าไปไม่กี่คำ เขาก็เบื่อจนไม่อยากจะแตะอีก ต่อให้อร่อยสักแค่ไหน เคยเป็นของที่ชอบกินมากแค่ไหน
ตอนกลางคืน เขาพยายามข่มตาให้หลับทั้งที่ปกติหัวถึงหมอนเป็นพอ หนักเข้าก็กินยาแก้ปัญหา หากสุดท้ายเมื่อทุกอย่างกลายเป็นสีดำมืด เขากลับยังคงไม่อาจหลบหนีมันได้พ้น
ไม่ใช่ความเศร้า ไม่ใช่ความผิดหวัง แต่เป็นความทรมานที่เขาไม่เคยเข้าใจ ทั้งที่มันอยู่ข้างในตัวเขา กำลังเติบโตมากขึ้นทุกวันราวกับเป็นสัตว์ร้ายที่คอยกลืนกินความสุข ความสวยงามทุกอย่างในชีวิตเขา จุนซูรู้สึกเหมือนตาของเขากำลังบอดลงทุกวัน กระทั่งหูของเขา ก็ไม่ได้ยินเสียงไพเราะใดๆ อีกแล้ว ทั้งที่พยายามต่อต้านมัน หากเสี้ยวหนึ่งในใจของเขากลับยินดีที่จะจมดิ่งลงไปในความหม่นมืดอันสงบเงียบนั้น
ทั้งที่ทุกครั้งที่ยูชอนโทรมา จุนซูจะมีความสุขจนต่อให้ข้าวทั้งกระสอบมาว่างตรงหน้าเขาก็คงกินหมด แต่ทันทีที่อีกฝ่ายวางหูไป จุนซูกลับรู้สึกคล้ายตัวเขากำลังกลายเป็นคนพิการอีกครั้ง
...ยูชอนทำให้เขาเป็นแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไร?
จุนซูไม่รู้ และไม่อาจเข้าใจ ทำไมเขาถึงอยากอยู่กับยูชอนมากกว่าเคย อยากคุยด้วย อยากอ้อน อยากเอาแต่ใจเหมือนตอนเด็กๆ อยากให้ยูชอนเป็นของเขาแค่คนเดียว...
ถึงจะมีชางมิน ก็ไม่ได้หมายความว่ายูชอนจะเลิกเป็นเพื่อนกับเขาใช่มั้ย?
เขา...กำลังกลัวอะไรอยู่?
ทำไมถึง...ยิ้มออกมาไม่ได้อีกแล้ว...
“จุนซู!” เสียงใครคนหนึ่งตะโกนออกมาดังลั่น แต่เขาไม่ทันได้ตอบออกไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเลือนหายเข้าสู่ความมืดมิด ชั่วขณะหนึ่งที่รู้สึกดีใจ อย่างน้อย...เขาก็จะได้นอนหลับแบบไม่ต้องกินยาอีก
ร่างโปร่งบางที่เป็นลมล้มวูบลงไปกับพื้นห้องทำเอาสต๊าฟที่อยู่รอบๆ ตกใจจนตั้งตัวไม่ติด ต่างก็รีบกรูเข้าไปช่วยพยุงขึ้นมาพร้อมกับผู้จัดการที่รีบโทรเรียกรถพยาบาลรวดเร็ว นึกโทษตัวเองอยู่ในใจที่ยอมให้จุนซูฝืนตัวเองแบบนี้
นายกำลังหนีอะไรอยู่...จุนซู?
*****************************
อากาศอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านเข้ามาภายในห้องนั่งเล่นผ่านประตูระเบียงที่เปิดออกกว้าง ยูชอนเดินมาทิ้งกายลงนั่งตรงโซฟาข้างชางมิน พลางหยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะสีดำตัวเตี้ยขึ้นมาอ่าน เด็กหนุ่มที่นั่งดูรายการสารคดีอยู่ยกแขนขึ้นเอื้อมโอบไหล่คนรักให้เอนร่างพิงอกเขา ยูชอนไม่ได้ว่าอะไร กลับขยับตัวให้ได้อยู่ในท่าสบาย แล้วตั้งใจอ่านหนังสือต่อ
ชางมินอมยิ้ม มีความสุขกับเรื่องเล็กน้อยในแต่ละวันจนไม่อยากเชื่อว่าทุกสิ่งจะเป็นจริง...
“วันนี้แปลกแฮะ จุนซูไม่โทรมาเลย” ยูชอนพูดเรื่องจุนซูกับชางมินได้เป็นปกติ เพราะถึงเขาจะพูดเรื่องจุนซูน้อยลง ก็ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกที่เขามีให้จะลดน้อยตาม ชางมินเข้าใจ กลับดีใจด้วยซ้ำที่ยูชอนยอมเปิดใจกับเขามากขึ้น ไม่เก็บเรื่องจุนซูเอาไว้กับตัวเองเพียงคนเดียวอย่างที่แล้วมา
“ลองโทรไปสิครับ อาจจะติดงานก็ได้” ร่างโปร่งยอมขยับตัว ยันกายขึ้นจากที่พิงพิเศษแล้วล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมา ไม่มีสายที่ไม่ได้รับหรือข้อความใดๆ ยูชอนยิ่งรู้สึกแปลกใจกว่าเดิม ปลายนิ้วเรียวกดหมายเลขที่คุ้นเคย รอฟังสัญญาณอยู่พักใหญ่ก็ไม่มีใครมารับสาย ทั้งที่หากเปิดมือถือไว้จุนซูก็จะรีบรับแทบทุกครั้ง
ชายหนุ่มเริ่มเป็นกังวล เขากดโทรออกอีกครั้ง รออยู่นานจนตัดสินใจเปลี่ยนไปโทรหาผู้จัดการของจุนซูแทน แล้วก็ไม่ผิดหวังเมื่ออีกฝ่ายรับสายอย่างรวดเร็ว
“คือผมติดต่อจุนซูไม่ได้น่ะครับ มีอะไรรึเปล่า? มือถือก็เปิดไว้เลยคิดว่าไม่น่าจะติดงานอะไร” ยองจินเพิ่งจัดการเรื่องส่งตัวจุนซูเข้าโรงพยาบาลและปิดข่าวกับพวกสื่อต่างๆ เสร็จไม่นาน ยังไม่มีเวลาโทรไปบอกพ่อแม่จุนซูด้วยซ้ำ พอยูชอนโทรมาถามเขาจึงบอกไปเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงอยากมาเยี่ยม
“วันนี้จุนซูเป็นลมน่ะ ตากล้องกับพวกสต๊าฟตกใจกันใหญ่ แต่ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ คงเพราะพักผ่อนไม่พอ หมู่นี้จุนซูกินข้าวไม่ค่อยได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับ ขนาดต้องกินยานอนหลับแทบทุกคืน ฉันก็เตือนแล้วว่ากินมากมันไม่ดี แต่เขาบอกว่าถ้าไม่กินเขาจะไม่ได้หลับสักตื่นก็เลยต้องยอมไป คิดว่าผ่านช่วงที่ร้องเพลงไม่ได้นี้ไปคงดีขึ้น อยู่ๆ ก็เป็นขึ้นมา ไม่รู้ทำไม แถมไม่ยอมไปหาหมอด้วย”
“ร้องเพลงไม่ได้...เหรอครับ?” ข่าวใหม่ที่ได้รู้ทำยูชอนนิ่งอึ้งไปนาน ทั้งที่เขาคุยกับจุนซูทุกวัน แต่กลับไม่เคยรู้เลยสักนิดว่าอีกฝ่ายกำลังทรมานขนาดไหน กำลังป่วยมากจนต้องใช้ยานอนหลับทั้งที่ไม่เคยใช้มาก่อน
เกิดอะไรขึ้น...ทำไมนายถึงไม่ยอมบอกฉัน...จุนซู?
“ใช่ เขาไม่ได้บอกคุณเหรอ? สักสองอาทิตย์ได้แล้วล่ะ ไม่รู้ว่าเครียดที่ร้องเพลงไม่ได้ หรือร้องเพลงไม่ได้เพราะเครียด ผมก็ให้เขาพักงานไปแล้ว แต่เขาไม่ยอม บอกว่าเบื่อที่ต้องอยู่เฉยๆ แล้วก็ฝืนทำงานทั้งที่ร่างกายไม่พร้อม จะให้บังคับมากก็ไม่ได้ เวลาเขาดื้อขึ้นมาใครก็เอาไม่อยู่ กำลังกลัวอยู่เหมือนกันว่าจะร้องออกจากโรงพยาบาลตอนที่ฟื้นขึ้นมา ถ้าคุณมาเยี่ยมเขาได้ก็ดี อย่างน้อยเขาก็ฟังคุณมากกว่าผม”
ยูชอนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ ราวกับพื้นที่ยืนอยู่สั่นไหวไม่มั่นคง ทั้งโกรธทั้งโมโห แต่ก็ห่วงใยอย่างที่สุด ความรู้สึกมากมายสับสนปนเปแล่นขึ้นจุกอก รู้สึกคล้ายลำคอตีบตัน ปวดร้าวจนไม่อาจแม้กระทั่งจะหายใจ เขารีบถามชื่อโรงพยาบาลและหมายเลขห้อง คิดเพียงแต่ว่าถึงอย่างไรก็ต้องไปหาจุนซูให้ได้
“พี่จุนซูมีอะไรเหรอครับ? พี่ดูหน้าซีดๆ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?” เสียงอันคุ้นเคยเอ่ยถามอย่างเป็นกังวลปนห่วงใย หากในหูของชายหนุ่มกลับอื้ออึง ราวกับได้ยินมันดังแว่วจากที่แสนไกล รู้สึกเหมือนสมองว่างเปล่า ไม่มีสติเหลือให้คิดถึงสิ่งอื่นใด
ยูชอนไม่ตอบ หากผลุนผลันออกไปที่ประตู คว้ารองเท้ามาใส่ลวกๆ แล้วออกวิ่งไปอย่างสุดแรงเกิด
ไม่แม้แต่จะหันไปบอกชางมิน หรือขอให้ชางมินไปเป็นเพื่อน...
ร่างสูงกระโดดออกไปขวางรถแท็กซี่ รีบกระโจนขึ้นแล้วเร่งให้คนขับไปยังโรงพยาบาลของจุนซู ภาพรอบกายเลือนหายเป็นเพียงความว่างเปล่า โลกทั้งใบไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกแล้ว
ไม่ว่าอะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว...หากไม่มีจุนซูอยู่กับเขา...
คนที่ถูกทิ้งอยู่ในห้องเพียงลำพังทำได้เพียงกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้ภายใน ปิดเปลือกตาลง และรอคอย
...เวลาที่กำลังจะหมดลง...
***********************************
เสียงฝีเท้าที่วิ่งอย่างรวดเร็วมาตามทางเดินดังก้องขึ้นเรื่อยๆ จนคนป่วยที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงต้องผงกศีรษะขึ้นมาอย่างสงสัย กระทั่งบานประตูเปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่วิ่งสุดแรงจนเหงื่อโทรมกาย
จุนซูจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก จะหัวเราะก็ไม่เชิง เขานั่งมองเพื่อนรักที่ยังคงหอบหายใจจนตัวโยน พลางเอามือเท้าจับแผงกั้นเหล็กข้างเตียงเขาไว้แน่น ผิวของยูชอนดูจะซีดเซียวลงเพราะออกแรงมากอย่างไม่ดูสังขารตัวเอง แล้วสุดท้ายจุนซูก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“นายบ้ารึเปล่าเนี่ย วิ่งมาทำไม? ป่านนี้นางพยาบาลทั้งตึกได้ตกใจใหญ่แล้วมั้ง ฉันไม่เป็นอะไรสักหน่อย คุณยองจินก็ชอบเวอร์แบบนี้ทุกทีน่ะแหละ” ริมฝีปากอ่อนเรื่อเอ่ยพร้อมรอยยิ้มดีใจที่ปิดไม่มิด แม้จะเป็นคำล้อเล่นเช่นทุกครั้งแต่คราวนี้ยูชอนกลับโกรธจนแทบควบคุมอารมณ์ไม่ได้
“เออใช่! ฉันมันบ้า! บ้าที่เป็นห่วงนาย! กลัวว่านายจะเป็นอะไร! จะต้องทรมานอยู่คนเดียวโดยที่ฉันช่วยอะไรไม่ได้ นายอยากให้มันเป็นแบบนี้ใช่มั้ย ไม่คิดจะให้ฉันได้รู้อะไรเลยใช่มั้ย ความเป็นห่วงของฉันมันไม่มีความหมายอะไรเลยรึไง...?” เสียงที่ตะโกนใส่ด้วยความโมโหนั้นเงียบหาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหยดน้ำอุ่นหลั่งรินลงมาไม่หยุด เป็นครั้งแรกที่จุนซูถูกยูชอนตะโกนใส่ ร่างโปร่งบางจึงได้แต่นิ่งอึ้ง ก่อนจะถูกมือแกร่งคว้าเข้ามากอดแน่น รู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวที่แพร่เข้าเกาะกุมหัวใจที่กำลังเต้นแผ่วอยู่ใกล้กันกับหัวใจเขา วงแขนที่รัดเขาจนแทบหายใจไม่ออก หากสั่นสะท้านไปทั้งกาย
แม้จะรู้ว่าจุนซูไม่ยอมบอกเขาเพราะกลัวเขาเป็นห่วง แต่ยูชอนก็ห้ามความโกรธของตัวเองไม่ได้ เมื่อได้ระบายออกไป ความรู้สึกผิดก็กลับทับถมอยู่เต็มหัวใจ...
ตอนที่เขามีความสุข จุนซูกำลังทุกข์ทรมานมากแค่ไหนทำไมเขาถึงไม่คิดบ้าง ทั้งที่ผ่านมา ต่อให้จุนซูไม่บอก เขาก็คงจะสังเกตเห็นได้เอง แต่เพราะเขาพยายามจะตัดใจจากจุนซู ถึงได้ถอยออกมาทีละก้าว บังคับตัวเองให้เลิกสนใจเรื่องเล็กน้อยของจุนซู ทั้งที่รู้สึกได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ถาม แกล้งเป็นมองไม่เห็น
ทั้งหมดมันเป็นความผิดของเขา...
“ฉันขอโทษ...” หากกลับเป็นจุนซูที่พูดออกมา มือเรียวเอื้อมลูบเรือนผมสีดำสนิทของชายหนุ่มอ่อนโยน วางคางลงกับไหล่กว้างแล้วกอดตอบแนบแน่น
ในวินาทีนั้น ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดอื่นใด ต่างฝ่ายต่างเข้าใจในเหตุผลของกันและกัน ปล่อยให้ความเงียบอันอ่อนโยนเกลี่ยซับหยดน้ำตาและลบเลือนความเจ็บปวดไปจากหัวใจ
ความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนมาเนิ่นนานอบอุ่นซ่านลึกอยู่ในอก ท้ายที่สุดยูชอนก็ได้รู้ว่าแม้เขาจะรักชางมิน หรือใครอื่นอีกสักกี่สิบกี่ร้อย แต่คนที่เขาไม่อาจขาดได้คือจุนซู คนเพียงคนเดียวที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะต้องทุกข์ทรมาน หรือเสียน้ำตาสักเท่าไร แค่มีจุนซูอยู่กับเขา
อยู่เคียงข้างเขาเรื่อยไปแบบนี้...
นัยน์ตาสีดำสนิทที่ยูชอนไม่อาจมองเห็นสั่นระริกอย่างสับสน จุนซูไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมบอกอีกฝ่ายแต่แรก เพราะเขากำลังรอให้ยูชอนเป็นคนถาม หรือเพราะเจ็บปวดที่ยูชอนไม่สังเกตเห็น
ที่จริงแล้ว...เขาอาจเป็นเพียงคนเห็นแก่ตัว ไม่ยอมบอกแค่เพราะอยากให้ยูชอนรับรู้ได้เองว่าเขาเป็นอะไร เขาอาจ...ตั้งใจให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ เพื่อให้ยูชอนกลับมาหาเขา แต่ว่า...เขาไม่ได้อยากให้ยูชอนเป็นห่วงจนกังวล จนไม่สบายใจ
เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย เขาไม่รู้...ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้...
พอหยดน้ำตาเหือดหาย ยูชอนก็กลับไปพูดคุยกับจุนซูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนทุกครั้งที่เขาร้องไห้ จะมีจุนซูอยู่เคียงข้างคอยซับน้ำตาให้เสมอ ร่างบางไม่ได้ล้อยูชอนที่ยังขี้แยอยู่ แต่ชวนคุยเรื่องไร้สาระให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้น แค่เห็นยูชอนยิ้มให้เขา จุนซูก็ดีใจอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานหลายวัน
“ว่าแต่...นายมานี่คนเดียวเหรอ?” คนป่วยถามออกไปอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ก็ทำเอาคนฟังนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง รับรู้ในทันทีว่าตัวเองทำอะไรลงไป
“อืม ก็รีบมาน่ะ ไม่ทันได้บอกอะไร ชางมินคงตกใจอยู่เหมือนกันที่อยู่ๆ ฉันก็วิ่งออกมา” พูดพลางคว้ามือถือออกมาทำท่าอยากโทรกลับไปหาชางมิน แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ
“งั้นฉันกลับก่อนดีกว่า จะไปเอาเสื้อผ้ามานอนเฝ้านายที่นี่ด้วย อยากกินอะไรรึเปล่า จะซื้อมาให้” จุนซูมองยูชอนแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายกลับไปหาชางมิน
“ไม่ต้องมาเฝ้าหรอกน่า แค่นอนคนเดียวคืนสองคืนเอง มาดึงตัวแฟนคนอื่นไว้เดี๋ยวก็โดนเคืองแย่ รีบกลับไปเหอะ ฉันไม่เป็นไรหรอก” ร่างโปร่งอมยิ้มพลางโบกมือไล่อีกฝ่ายให้กลับไป ยูชอนลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกไปจากห้อง
ทั้งที่คิดว่าต่อให้ยูชอนมีคนที่รักมากกว่า สำคัญกว่า เขาก็จะไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยเขาจะยังเป็นเพื่อนแท้ชั่วชีวิตที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้ หากทันทีที่แผ่นหลังกว้างลับหายไปจากสายตา หยดน้ำอุ่นใสก็ร่วงหล่นลงอาบแก้มอย่างไร้หนทางเก็บกลั้น จุนซูไม่อาจฝืนบังคับมันได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดไหลรินจากส่วนลึกในหัวใจ ไม่มีที่ใดให้หลบหนี
เพราะจุนซูเพิ่งรู้...ว่าเขารักยูชอนมากแค่ไหน...
มือเรียวผอมบางกุมอกแน่น ยิ่งสะอื้นไห้เมื่อความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่อาจทำอะไรได้อีกแล้ว ใบหน้าขาวซีดส่ายปฏิเสธน้อยๆ ไม่ยินยอมให้ตัวเองได้รู้สึกถึงมัน
นายรักยูชอนไม่ได้...อย่าคิด...อย่าแม้แต่จะคิดว่านายรักยูชอน นายไม่ได้รักยูชอน...นายไม่ได้รักเขา...
ความรู้สึกนี้...ไม่ใช่ความรักหรอก
มัน...ไม่ใช่ความรัก...
**************************
ภายในห้องที่คุ้นเคย ความมืดอาบไล้ไปทั่วทุกอณู ทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีแม้กระทั่งเสียงลมพัดไหวเข้ามาทางประตูระเบียงเช่นเคย ยูชอนยืนนิ่ง เข้าใจไปว่าชางมินไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
แต่เมื่อก้าวเข้าไปใกล้โซฟาตัวยาว ก็เห็นคนที่เขากำลังมองหาอยู่นั่งคอยอยู่ตรงนั้น ที่เดิมที่เขาได้จากมา...
ทั้งที่ตัดสินใจแล้วว่าจะกลับมาเพื่อบอกลาชางมิน แม้ว่าจุนซูจะไม่ได้รักเขา แม้ว่าจะต้องอยู่กับจุนซูในฐานะใดก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นสายตาแน่วแน่ที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นของคนรัก ยูชอนก็อับจนถ้อยคำ
ร่างสูงโปร่งไม่ขยับเขยื้อนจากที่ซึ่งตัวเองเคยอยู่ เขาเพียงแต่มองสบตายูชอนไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า เฝ้ามอง...อย่างเข้าใจและอดทน เพียงแค่ยูชอนจะยอมพูดคำนั้นออกมา
ชางมินไม่คิดจะหนีความจริง ไม่คิดจะต่อว่า โกรธแค้นหรือโทษว่าเป็นความผิดของใคร เพราะเขาเตรียมใจเอาไว้นานแล้ว...เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้
เขาก็แค่อยากจะลองหวังดูสักครั้ง...เขาไม่เคยนึกเสียใจ...
เมื่อถูกคาดคั้นด้วยสายตาของเด็กหนุ่ม ยูชอนที่ยืนอ้ำอึ้งก็ยิ่งไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมา ความรู้สึกผิดถาโถม ได้แต่กัดริมฝีปาก โมโหตัวเองจนต่อให้ต่อยใส่หน้าโง่ๆ นั่นสักกี่ครั้งก็ไม่เพียงพอ
“พูดออกมาเถอะครับ ผมรับได้” เสียงทุ่มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจ ความอ่อนโยนนั้นทำให้ยูชอนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น จับมือใหญ่ที่เย็นเฉียบเอาไว้แน่น พร่ำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งน้ำตา
“ขอโทษ...ฉันขอโทษ...” เขาขยะแขยงตัวเองเหลือเกิน กี่ครั้งแล้วที่เขาทำร้ายคนที่รักเขา คนที่หวังดีกับเขา แค่เพราะความเห็นแก่ตัว ความขลาดเขลา ความโง่เง่าของเขา ยูชอนก้มหน้า พยายามที่จะหยุดร้องไห้เพราะไม่อยากให้ชางมินรู้สึกแย่ แต่ยิ่งฝืนเท่าไร หยดน้ำอุ่นก็ยิ่งไหลริน
“มันไม่ใช่ความผิดของพี่หรอกครับ เพราะผมรู้อยู่แล้ว...ว่าพี่ไม่ได้มีที่ว่างให้ผมแทรกเข้าไปได้ ผมก็แค่หวัง....ว่าจะมีที่ที่เป็นของผมบ้าง” ยูชอนเงยหน้าขึ้นมองชางมิน หัวใจราวกับถูกบีบเมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดของอีกฝ่าย แต่แม้จะต้องเจ็บเพียงใด ชางมินก็ยังคงเฝ้ามองยูชอนด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นเดิมไม่เปลี่ยน
“แต่สุดท้าย...ก็ต้องเป็นเขาเท่านั้น...” ประโยคนั้นราวกับจะปลดปล่อยยูชอนจากความหวาดกลัวทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะมันตอกย้ำให้เขายิ่งเข้าใจ...ว่าหากไม่ใช่จุนซู เขาก็คงไม่อาจรักใครแบบนี้ได้อีกแล้ว...
หากไม่มีจุนซู...เขาก็ไม่สามารถรักใครได้อีก...
ในวินาทีนั้น ยูชอนบอกกับตัวเองว่าเขาจะต้องบอกจุนซู ไม่ว่าจะลงเอยแบบไหน จะต้องเจ็บปวดหรือทรมานเพียงใด เขาก็จะไม่หนีอีกแล้ว
เขารอมานานเกินไป เดินอ้อมมาไกลเกินไป แค่เพราะอยากปกป้องตัวเอง จนกระทั่งทำร้ายคนดีๆ คนหนึ่งไป เขาไม่อยากจะให้ใครต้องเจ็บโดยเปล่าประโยชน์เพราะเขา ไม่อยากให้สิ่งที่ชางมินต้องสูญเสียไปเพราะเขาต้องไร้ค่า
เขาไม่อาจเก็บมันไว้ได้อีกต่อไปแล้ว...
********************************
พอคิดได้ว่าอยากจะบอกกับจุนซู ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวก็ดูเชื่องช้าไปหมด ยูชอนรีบวิ่งขึ้นบันไดโรงพยาบาล ไม่อยากเสียเวลารอลิฟต์แม้สักเสี้ยววินาที หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรง ทั้งความยินดีและหวาดกลัวผสมรวมกันจนแทบแยกไม่ออก
...อยากจะรีบไปหา อยากเจอจุนซู อยากให้ได้ยินความรู้สึกของเขา
คอยก่อนนะ คอยก่อน...ฉันจะไม่ปล่อยให้นายรอนานไปกว่านี้อีกแล้ว...
******************************
ร่างโปร่งบางยืนอยู่บนจุดชมทิวทัศน์ชั้นหกของโรงพยาบาล สายลมแรงในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านจนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนปลิวไสว เปลือกตาบางพริ้มหลับ ซึมซับเอาความอบอุ่นอ่อนโยนนั้นเข้าไป ราวกับจะขอให้มันช่วยเยียวยาหัวใจอันอ่อนล้าของตัวเอง
สุดท้าย...จุนซูก็ยอมรับความรู้สึกของเขา ความรู้สึกที่เขามีอยู่แต่ไม่เคยคิดจะสนใจ หรือทำอะไรสักอย่างกับมัน
เขายอมปล่อยให้ตัวเองได้ค้นหาความรู้สึกที่แท้จริง หลังจากพยายามหนีมันมานานจนได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาแค่ไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน พอได้อยู่ตามลำพัง ร้องไห้ราวกับคนบ้าอย่างที่ไม่เคยทำมาตลอดหลายปี เพียงเพราะไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นคนอ่อนแอ หากเมื่อได้ปลดปล่อยความทรมานทั้งหมดออกมา ความจริงเพียงหนึ่งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ความรู้สึก...ที่เขาละเลยไปเพราะไม่เคยคิดจะหาคำตอบให้กับมัน
หากนี่ไม่ใช่ความรัก เขาก็ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดในโลก...ที่จะเรียกว่าความรักได้อีกแล้ว...
************************
ยูชอนรีบวิ่งไปที่ห้องของจุนซู คิดว่าจะได้เจอหน้าคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดทาง แต่เมื่อเปิดเข้าไปไม่เห็นใครอยู่ รอยยิ้มก็จางหาย เขาเหลียวมองไปรอบๆ คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะอยู่ในห้องน้ำ แต่บานประตูก็ยังเปิดอยู่
แทนที่จะวิ่งไปถามนางพยาบาล ชายหนุ่มกลับตัดสินใจลงลิฟต์ไปที่จุดชมวิวข้างล่าง ราวกับมีบางสิ่งเรียกให้เขาไปที่นั่น
ยูชอนคิดว่าจุนซูคงจะอยากตากลมเย็นสบาย ชื่นชมภาพที่สวยงามเบื้องล่างของกรุงโซลอย่างที่เจ้าตัวชอบทำเวลาได้มาอยู่บนตึกสูงๆ
เขาเดาไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย...
ร่างโปร่งบางยืนจับราวเหล็กกั้นไว้มั่น พลางเอนตัวไปข้างหลัง ปล่อยให้สายลมอ่อนพัดผ่านร่างกายและเรือนผมไป เปลือกตาบางพริ้มหลับ ใบหน้าของจุนซูดูผ่อนคลาย ราวกับไม่มีเรื่องใดจะทำให้เขาต้องเจ็บปวดได้อีก
“จุนซู!” ที่ตรงนั้นไม่มีใครอยู่ ยูชอนจึงกล้าตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไป ร่างโปร่งบางเหมือนจะได้ยิน จึงยอมลืมตาขึ้นมองคนที่กำลังรีบวิ่งมาหาเขา หากเมื่อยูชอนเห็นใบหน้าของคนที่เขารักชัดเจนเต็มตา หัวใจก็เต้นแรงแทบหลุดออกมานอกอก จนต้องเปลี่ยนเป็นเดินเข้าไปช้าๆ ถ่วงเวลาให้ตัวเองได้เตรียมใจ
มีจุนซูยืนอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมคำสามคำที่อยู่ในหัว ไม่มีอะไรต้องลังเลอีกแล้ว...แค่พูดออกไป แค่สามคำเท่านั้น...นายรู้สึกแบบนั้นมาตลอดไม่ใช่เหรอ?
“ฉันรักนาย” ชายหนุ่มยืนนิ่งเหมือนถูกสะกดให้เป็นหิน...เขาเผลอหลุดมันออกไปแล้วเหรอ? แต่นั่นมันไม่ใช่เสียงเขา แต่เป็นเสียงของจุนซูต่างหาก
ยูชอนอ้าปากเหมือนจะพูดกึ่งท้วงอะไรบางอย่างออกมา แต่สุดท้ายแม้กระทั่งเสียงของตัวเองก็ยังทรยศเขา จุนซูไม่สนใจท่าทางประหลาดนั้น เขาพูดต่อราวกับหากเก็บมันเอาไว้นานกว่านั้นสักเสี้ยววินาที เขาคงจะอึดอัดตาย
“ฉันรักนาย ทุกอย่างที่ฉันคิดมันออกมาระหว่างที่อยู่ที่นี่ก็มีแค่คำนี้ คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ” จุนซูเอ่ยด้วยสีหน้าเหมือนคนไม่คิดอะไร เสียงแหบแห้งที่ได้ยินมาตลอดหลายวันก่อนหน้า เวลานี้กลับสดใสราวกับไม่มีสิ่งใดให้ต้องเป็นกังวล ถ้อยคำเหล่านั้นพร่างพรูออกมาอย่างลื่นไหล เช่นเดียวกับยามที่จุนซูกำลังร้องเพลงของเขา
“ฉันไม่อยากเดาว่าเราสองคนจะเป็นยังไงต่อไป มันอึดอัดจนฉันหาทางออกอื่นไม่ได้นอกจากบอกนาย ถึงนายจะมีแฟนอยู่แล้ว ฉันก็คงต้องบอกอยู่ดีน่ะ มันอาจฟังดูตลกที่เพิ่งมาบอกนายเอาตอนนี้ ตอนที่นายกำลังคบกับคนอื่น ทั้งที่เราก็เป็นเพื่อนกันมานาน เป็นผู้ชายกันทั้งคู่ แล้วฉันก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปรักผู้ชายที่ไหนได้ แต่จะให้ทำไงก็ฉันดันรู้สึกแบบนี้ไปแล้ว ยิ่งค้นหามันเท่าไรก็จบอยู่ได้แค่คำนี้ ฉันก็เลยคิดว่าต้องบอกนาย...แค่นั้นแหละ” ดวงตากลมเรียวแสนบริสุทธิ์มองสบยูชอนอย่างจริงใจ แต่คนฟังแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น แข้งขาเหมือนไร้เรี่ยวแรงขึ้นมากะทันหัน
“นาย...เพิ่งคิดได้ก็บอกฉันเลยเนี่ยนะ? ฉันเก็บมาตั้งสิบสามปีนะเว้ย ขี้โกงนี่หว่า บอกตัดหน้าฉันได้ไง!” จุนซูมองเพื่อนสนิทที่โวยวายเป็นเด็กๆ แล้วก็พูดไม่ออก มัวแต่ตกใจจนลืมดีใจไปเสียสนิท
สิบสามปี...ยูชอนชอบเขามาตั้งแต่ตอน...ไหนกัน? บอกตัดหน้างั้นเหรอ งั้นก็แสดงว่า...พวกเขาใจตรงกันใช่มั้ย? แก้มขาวร้อนผ่าวเมื่อคิดได้ดังนั้น เขินจัดจนทำอะไรไม่ถูก รีบโวยวายกลบเกลื่อนยกใหญ่
“ก..ก็แล้วฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า! นายต่างหากที่ผิด คิดมาตั้งนานแล้วจะเก็บไว้ทำซากอะไร รอบ่มเป็นกิมจิเน่ารึไง ไอ้บ้ายูชอน!” หมัดหนักทุบเข้าที่ไหล่กว้างดังตุบตับไม่หยุด แต่คนถูกทำร้ายก็ไม่ยอมหนีไปไหน รีบคว้าตัวคนที่กำลังอาละวาดอยู่มากอดไว้แน่น จนจุนซูยอมซบหน้าลงกับอกอุ่นนิ่ง
ชายหนุ่มกระชับร่างบอบบางในวงแขนแนบอก ความโหยหาและความสุขอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้เอ่อล้นเต็มหัวใจ ก่อนเขาจะได้เอื้อนเอ่ยคำที่เฝ้าปิดบังมาเนิ่นนาน ทว่าบัดนี้ไม่อาจแทนความรู้สึกทั้งหมดของเขาได้ออกไป...
“ฉันรักนาย...จุนซู...” หยดน้ำอุ่นที่คิดว่าคงไม่มีให้ไหลอีกแล้ว กลับร่วงเผาะลงมาราวกับจะกลั่นแกล้ง จุนซูพยายามกลั้นสะอื้น แต่สุดท้ายก็ได้แต่ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของคนที่เขารักที่สุด...คนสำคัญที่เขาอยากจะอยู่ด้วยไปชั่วชีวิต
คนที่อยากจะหายใจอยู่เคียงข้างกัน...จนถึงวันที่ไม่อาจทำได้อีกต่อไป...
…The End…